Dental Office: +66 76-234-024

ศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเซียล

การรักษาทางศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเซียล เป็นการศัลยกรรมเนื้อเยื่อในช่องปาก ใบหน้า และกระดูกขากรรไกร เพื่อแก้ไขความผิดปกติ หรือรอยโรคต่างๆ รวมทั้งการปรับแต่งกระดูกขากรรไกรให้เหมาะสมต่อการสบฟัน หรือก่อนการใส่ฟันปลอม



การถอนฟัน เป็นการรักษาทางทันตกรรม ที่ควรจัดเป็นทางเลือกสุดท้ายในการกำจัดภาวะการอักเสบหรือการติดเชื้อของฟัน เพราะการสูญเสียฟันซี่ใดซี่หนึ่ง จะทำให้ฟันซี่ข้างเคียงเคลื่อนไปยังช่องว่าง ส่งผลกระทบต่อการบดเคี้ยว การเรียงตัวของฟัน และการสบฟัน



เหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องรับการรักษาโดยการถอนฟัน มีดังนี้

  • ภาวะการอักเสบ หรือการติดเชื้อของฟัน ที่เกิดจากฟันผุ ฟันร้าว หรือ อุบัติเหตุ
  • การติดเชื้อของกระดูกรอบรากฟัน เช่น โรคปริทันต์อักเสบในระยะรุนแรง
  • ฟันที่ขึ้นซ้อนเก ไม่ได้ใช้ในการบดเคี้ยว ทำให้เศษอาหารติด และทำความสะอาดได้ยาก
  • ก่อนการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน เพื่อเตรียมพื้นที่ในการเรียงตัวของฟันให้เป็นระเบียบ
  • ก่อนการใส่ฟันปลอม ในกรณีที่ไม่สามารถบูรณะฟันได้แล้ว

ขั้นตอนการถอนฟัน

  • ทันตแพทย์ตรวจสภาพฟันและเอ็กซ์เรย์ฟัน เพื่อดูรายละเอียดของฟันซี่นั้นๆก่อนการถอนฟัน
  • ถอนฟันภายใต้ยาชาเฉพาะที่


  • กรณีที่ถอนฟันหลายซี่ติดกัน ทันตแพทย์อาจจะพิจารณาเย็บแผลถอนฟันร่วมด้วย ซึ่งกรณีนี้อาจจะต้องได้รับการตัดไหมภายใน 5-10 วัน หลังการถอนฟัน (สำหรับไหมเย็บแผลชนิดไม่ละลาย)
  • การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำในการดูแลตนเองหลังการถอนฟัน

*** การแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่ประจำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตนเองหลังการถอนฟันอย่างเคร่งครัด จะช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ได้ เช่น

  • การรับประทานยาบางชนิด เช่น แอสไพริน ยาละลายลิ่มเลือด มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อาจทำให้เลือดหยุดช้ากว่าปกติ
  • โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคมะเร็ง, โรคเลือด, โรคหัวใจ, ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือมีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ, เบาหวาน หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหลายๆโรค กรณีเช่นนี้ ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์ประจำตัวเพื่อเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนการถอนฟัน
  • การกัดผ้าก๊อช หลังการถอนฟัน โดยหลีกเลี่ยงการพูดคุย, ถ่มน้ำลาย หรือบ้วนปาก ตลอดระยะเวลาที่ทันตแพทย์กำหนด จะช่วยป้องกันภาวะเลือดไหลไม่หยุดหรือการติดเชื้อภายหลังการถอนฟันได้

การป้องกันการเคลื่อนของฟันไปยังช่องว่างหลังการถอนฟัน
เมื่อมีการถอนฟัน ฟันซี่ข้างเคียงหรือฟันคู่สบมักมีการเคลื่อนไปยังช่องว่าง ทำให้เกิดผลเสีย ดังนี้

  • ทำให้เกิดช่องห่างระหว่างซี่ฟันในตำแหน่งฟันกราม ทำให้เศษอาหารติดได้ง่ายขึ้น
  • ทำให้เกิดช่องห่างระหว่างซี่ฟันในตำแหน่งฟันหน้า มีผลต่อความสวยงาม
  • ทำให้แนวฟันซี่ข้างเคียงล้มเอียง เกิดแรงกระแทกจากการสบฟันในตำแหน่งนั้นมากกว่าปกติ (Traumatic Occlusion)


  • ทำให้ฟันคู่สบยื่นยาวมากกว่าฟันซี่อื่นๆ เป็นสาเหตุให้เศษอาหารติดระหว่างซี่ฟันได้ง่าย
  • เมื่อต้องการทำฟันปลอมในภายหลัง ฟันที่ล้มเอียงจะมีผลทำให้ประสิทธิภาพของฟันปลอมลดลง



การผ่าตัดเพื่อเอาฟันคุดออก มีวัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันหรือรักษาภาวะแทรกซ้อนของฟันคุด โดยมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด ดังนี้

  • ภาวะการอักเสบ หรือการติดเชื้อจากฟันคุด

  • ฟันคุดที่ขึ้นบางส่วน ทำให้เศษอาหารติดและทำความสะอาดได้ยาก

  • ฟันคุดที่ขัดขวางการขึ้นของฟันซี่อื่นๆ

  • ฟันคุดที่มีแรงดันทำให้ฟันหน้าเรียงไม่เป็นระเบียบ เกิดอาการปวด หรือการละลายของรากฟันข้างเคียง

  • ก่อนการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน เพื่อป้องกันการเคลื่อนของฟันคุด ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการเรียงตัวของฟันซี่อื่นๆ
  • การใส่ฟันปลอมเหนือตำแหน่งกระดูกที่มีฟันคุดอยู่
  • การป้องกันการเกิดพยาธิสภาพบริเวณฟันคุด เช่น เนื้องอก ถุงน้ำ

  • ท่านที่จะรับการฉายรังสีรักษา ควรผ่าฟันคุดออกก่อนการฉายรังสีรักษา

ขั้นตอนการผ่าฟันคุด

  • ทันตแพทย์ตรวจสภาพฟันและเอ็กซ์เรย์ฟัน เพื่อดูรายละเอียดของฟันซี่นั้นๆก่อนการผ่าตัด
  • ผ่าตัดภายใต้ยาชาเฉพาะที่

  • กรณีที่ฟันคุดฝังอยู่ใต้กระดูกบางส่วนหรืออยู่ในแนวเอียง จำเป็นต้องได้รับการตัดแต่งกระดูกและตัดแบ่งฟันคุดออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ชิ้นส่วนของฟันคุดอยู่ในทิศทางที่สามารถนำออกมาจากเบ้าฟันได้
  • การเย็บแผลผ่าตัด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตัดไหมภายใน 5-10 วันหลังการผ่าตัด ในกรณีที่ใช้ไหมเย็บแผลชนิดไม่ละลาย
  • การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำในการดูแลตนเองหลังการผ่าตัด

*** การแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่ประจำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตนเองหลังการผ่าตัดอย่างเคร่งครัด จะช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ได้ เช่น

  • การรับประทานยาบางชนิด เช่น แอสไพริน ยาละลายลิ่มเลือด มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดอาจทำให้เลือดหยุดช้ากว่าปกติ
  • โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคมะเร็ง, โรคเลือด, โรคหัวใจ, ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือมีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ, เบาหวาน หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหลายๆโรค กรณีเช่นนี้ ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์ประจำตัวเพื่อเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนการผ่าตัด
  • การกัดผ้าก๊อชหลังผ่าตัด โดยหลีกเลี่ยงการพูดคุย, ถ่มน้ำลายหรือบ้วนปาก ตลอดระยะเวลาที่ทันตแพทย์กำหนด จะช่วยป้องกันภาวะเลือดไหลไม่หยุด หรือการติดเชื้อภายหลังการผ่าตัดได้
  • การประคบเย็นบริเวณข้างแก้มภายนอกช่องปากอย่างสม่ำเสมอตลอด 3 ชั่วโมงแรก จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะบวมหลังการผ่าตัด

การฝังรากเทียม เป็นวิทยาการทางทันตกรรมที่ทดแทนการสูญเสียฟันธรรมชาติ โดยฝังวัสดุที่มีรูปร่างคล้ายรากฟันลงบนกระดูกขากรรไกร เพื่อช่วยให้ฟันปลอมภายในช่องปาก ทั้งชนิดถอดได้และชนิดติดแน่นยึดเกาะได้ดี และมีข้อดีที่ช่วยกระจายแรงบดเคี้ยวลงบนกระดูกขากรรไกร เปรียบเสมือนรากฟันธรรมชาติที่ป้องกันไม่ให้มีการละลายตัวของกระดูกขากรรไกรจากการสูญเสียฟันไป

ทันตกรรมรากเทียมประกอบด้วย 3 ส่วนหลักที่สำคัญ คือ

  • รากเทียม เป็นวัสดุที่ทำจากโลหะไททาเนียม ทำหน้าที่ทดแทนรากฟัน ซึ่งฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร และกระดูกจะสร้างเนื้อเยื่อเข้ามายึดติดกับรากเทียมได้แน่น โดยไม่ทำให้เนื้อเยื่ออักเสบ และไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ ต่อกระดูกโดยรอบ
  • แกนหลัก เป็นวัสดุที่ใส่ในรากเทียม เพื่อเป็นแกนสำหรับรองรับฟันปลอม ซึ่งมีหลากหลายชนิดขึ้นอยู่กับลักษณะของฟันปลอม
  • ฟันปลอม เป็นส่วนที่ลอกเลียนรายละเอียดของฟันธรรมชาติ ซึ่งอาจจะเป็นครอบฟัน, สะพานฟัน หรือ ฟันปลอมชนิดถอดได้

ประเภทของทันตกรรมรากเทียม
รากเทียม เป็นวิทยาการที่นำมาใช้ในงานทันตกรรม ได้ 3 รูปแบบ ดังนี้

  • ทันตกรรมรากเทียม สำหรับงานฟันปลอมชนิดติดแน่น เช่น ครอบฟัน, สะพานฟัน ใช้ระยะเวลา 3-6 เดือน

  • ทันตกรรมรากเทียม สำหรับงานฟันปลอมชนิดถอดได้ เช่น ฟันปลอมอะคลิริค, ฟันปลอมโครงโลหะ ใช้ระยะเวลา 3-6 เดือน

  • ทันตกรรมรากเทียมสำหรับใช้งานได้ทันที เหมาะสำหรับการทำฟันปลอมเพียง 1 ซี่ ในตำแหน่งที่ไม่ได้รับแรงในการบดเคี้ยว ใช้เวลาเพียง 1 วัน-3 สัปดาห์

ขั้นตอนการทำรากเทียม

  • ทันตแพทย์สอบถามถึงประวัติโรคประจำตัวและพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เนื่องจากโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน, โรคทางกระดูกบางอย่าง, การฉายรังสีรักษาบริเวณใบหน้า หรือการสูบบุหรี่ อาจส่งผลเสียต่อการยึดติดของรากเทียม
  • ทันตแพทย์ตรวจสุขภาพช่องปาก และบันทึกภาพถ่ายรังสี เพื่อประเมินถึงการดูแลสุขภาพช่องปากของคนไข้ และประเมินความหนาของกระดูกที่รองรับรากเทียม
  • การผ่าตัดฝังรากเทียมลงในกระดูกขากรรไกร ภายใต้ยาชาเฉพาะที่ โดยใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 1-2 ชั่วโมง หลังจากนั้น รอให้มีการสร้างเนื้อเยื่อกระดูกยึดติดกับรากเทียม ประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของกระดูกขากรรไกร

  • เมื่อมีการยึดแน่นของรากเทียม ทันตแพทย์จะต่อส่วนแกนหลักเข้ากับรากเทียม และรอให้เหงือกบริเวณรอบแกนหลักปรับสภาพเนื้อเยื่อ ประมาณ 1-2 สัปดาห์

  • ทันตแพทย์พิมพ์ปากเพื่อทำฟันปลอม ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับชนิดของฟันปลอม)
  • ทันตแพทย์ยึดหรือสวมใส่ฟันปลอมลงบนแกนหลัก และแนะนำวิธีการดูแลทำความสะอาด

ข้อควรปฏิบัติและการดูแลหลังการฝังรากเทียม

  • ภายใน 1 สัปดาห์แรก หลังการผ่าตัด ควรรับประทานอาหารอ่อน และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • อาจมีอาการเจ็บหรือบวมบริเวณที่ทำการผ่าตัด ภายใน 1 สัปดาห์แรก ซึ่งท่านสามารถหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าวได้โดย
    1. ประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัด
    2. ประคบอุ่นหลังการผ่าตัด 48 ชั่วโมง
    3. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ หลังการแปรงฟันทุกครั้ง
    4. รับประทานยาตามที่ทันตแพทย์แนะนำ
  • หลีกเลี่ยงการกัดเคี้ยวอาหารในตำแหน่งที่ฝังรากเทียม ภายใน 3 เดือนแรก เพื่อป้องกันแรงกระแทก ที่อาจจะมีผลต่อการสร้างเนื้อเยื่อติดกับรากเทียม
  • ควรทำความสะอาด โดยการแปรงฟันหลังมื้ออาหารทุกครั้ง โดยเน้นในตำแหน่งที่ทำการฝังรากเทียมด้วยแปรงขนนุ่ม และใช้ไหมขัดฟันได้ตามปกติเหมือนฟันธรรมชาติ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
  • ควรหลีกเลี่ยง การรับประทานอาหารที่มีความแข็ง และเหนียวมากเกินไป
  • ควรตรวจสุขภาพฟันโดยทันตแพทย์ทุก 6 เดือน




การศัลยกรรมเพื่อปลูกกระดูกขากรรไกร เป็นวิทยาการทางทันตกรรม ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบดเคี้ยว รวมทั้งเสริมบุคลิกภาพของผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการสูญเสียกระดูกที่รองรับฟัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อทดแทนแนวสันกระดูกขากรรไกรที่เสื่อมลง หรือสูญเสียรูปร่างจากการถอนฟันแล้วทิ้งช่วงเวลาไว้นานและไม่ได้ใส่รากเทียมทดแทน โดยมากมักจะพิจารณาทำก่อนการฝังรากเทียม หรือก่อนการใส่ฟันปลอมชนิดอื่นๆ


วัสดุที่ใช้ในการปลูกกระดูก

  • Autogenous Bone Graft เป็นการใช้กระดูกของผู้ป่วยเอง เช่น กระดูกขากรรไกรล่าง, กระดูกสะโพก ทันตแพทย์จะเลือกใช้วิธีนี้ในกรณีที่ต้องทดแทนกระดูกเป็นบริเวณกว้าง และมักจะต้องใช้วัสดุชนิดอื่นร่วมด้วย เนื่องจากกระดูกของผู้ป่วยมักจะเกิดการเสื่อมสลายได้ง่ายกว่าวัสดุชนิดอื่น
  • Allogenic Bone Graft เป็นการใช้กระดูกมนุษย์ที่ผ่านการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze Drying) ทันตแพทย์มักจะเลือกใช้วัสดุชนิดนี้ในการปลูกกระดูกขากรรไกร เนื่องจากนำมาใช้ได้ง่าย และมีประสิทธิภาพที่ดี อัตราการเสื่อมสลายของกระดูกค่อนข้างต่ำ
  • Xenogenic Bone Graft เป็นการใช้กระดูกวัวที่ผ่านการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze Drying) วัสดุชนิดนี้ก็เป็นทางเลือกที่นิยมเช่นกัน เนื่องจาก ประสิทธิภาพที่ได้ และอัตราการเสื่อมสลายของกระดูกใกล้เคียงกับ Allogenic Bone Graft

  • Alloplastic Bone Graft เป็นกระดูกสังเคราะห์จาก Hydroxyapatite แต่มักจะไม่เป็นที่นิยมใช้ เนื่องจาก ประสิทธิภาพที่ได้และอัตราการเสื่อมสลายสูงกว่า Allogenic และ Xenogenic Bone Graft

ขั้นตอนการปลูกกระดูก

  • ทันตแพทย์ตรวจสภาพกระดูกขากรรไกร และเอ็กซ์เรย์ชนิดพาโนรามิค เพื่อประเมินความหนาและความกว้างของกระดูก
  • ผ่าตัดภายใต้ยาชาเฉพาะที่ (ยกเว้นกรณีที่จำเป็นต้องใช้กระดูกสะโพก จะต้องทำการผ่าตัดภายใต้ยาสลบ)

  • การเย็บแผลผ่าตัด โดยจะได้รับการตัดไหมภายใน 7-14 วันหลังการผ่าตัด ในกรณีที่ใช้ไหมเย็บแผลชนิดไม่ละลาย
  • การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำในการดูแลตนเองหลังการผ่าตัด

*** การแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่ประจำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตนเองหลังการผ่าตัดอย่างเคร่งครัด จะช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ได้ เช่น

  • การรับประทานยาบางชนิด เช่น แอสไพริน ยาละลายลิ่มเลือด มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อาจทำให้เลือดหยุดช้ากว่าปกติ
  • โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคมะเร็ง, โรคเลือด, โรคหัวใจ, ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือมีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ, เบาหวาน หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหลายๆโรค กรณีเช่นนี้ ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์ประจำตัว เพื่อเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนการผ่าตัด
  • การกัดผ้าก๊อซ หลังผ่าตัด โดยหลีกเลี่ยงการพูดคุย, ถ่มน้ำลาย หรือบ้วนปาก ตลอดระยะเวลาที่ทันตแพทย์กำหนด จะช่วยป้องกันภาวะเลือดไหลไม่หยุดหรือการติดเชื้อภายหลังการผ่าตัดได้
  • การประคบเย็นบริเวณข้างแก้มภายนอกช่องปากอย่างสม่ำเสมอตลอด 3 ชั่วโมงแรก จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะบวมหลังการผ่าตัด

การผ่าตัดตกแต่งสันเหงือก เป็นการผ่าตัดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยใช้ฟันปลอมบดเคี้ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้ง การแก้ปัญหาพูดไม่ชัดจากเนื้อเยื้อที่ขัดขวางการเคลื่อนของลิ้น และการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับความสวยงามของระดับเหงือก ดังนี้

  • การตกแต่งกระดูกสันเหงือก (Alveoloplasty) เป็นการตกแต่งกระดูกสันเหงือกที่โป่งนูน ยื่นยาว หรือแหลมคม ให้มีรูปร่างที่เหมาะสมสำหรับรองรับฟันปลอม เพื่อให้ฟันปลอมรับน้ำหนักในการบดเคี้ยว และกระจายน้ำหนักลงบนสันเหงือกได้ดีป้องกันการกดเจ็บจากน้ำหนักในการบดเคี้ยวลงบนกระดูกที่มีสภาพไม่เหมาะสม

  • การตัดปุ่มกระดูก (Torectomy /Reduction of Exostosis) เป็นการตัดปุ่มกระดูกที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ซึ่งเนื้อเยื่อที่ปกคลุมกระดูกเหล่านี้ มักจะเป็นแผลได้ง่ายเนื่องจากเนื้อเยื่อเหงือกที่ปกคลุมมักจะบางกว่าปกติ

  • การผ่าตัดเนื้อเยื่อยึดสันเหงือกกับริมฝีปาก แก้ม หรือลิ้น (Frenectomy) เพื่อปรับแต่งตำแหน่งยึดเกาะของเนื้อเยื่อยึด ไม่ให้ขัดขวางการเคลื่อนไหวของริมฝีปาก แก้ม หรือลิ้น ที่อาจส่งผลเสียต่อการพูด การร่นของขอบเหงือก การเกิดช่องว่างของฟันหน้า และกีดขวางต่อการใส่ฟันปลอม
  • การผ่าตัดยกระดับสันเหงือก (Vestibuloplasty) เป็นการผ่าตัดที่ทำให้ร่องระหว่างสันเหงือกและแก้ม (Vestibule) ลึกมากขึ้น เพื่อให้สันเหงือกมีความสูงมากขึ้น เหมาะสมต่อการรองรับฟันปลอมได้ดีขึ้น
  • การผ่าตัดร่นระดับขอบเหงือก (Gingivectomy) เป็นการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงระดับขอบเหงือกให้สูงขึ้น อาจจะทำเพื่อความสวยงาม ให้ฟันดูยาวขึ้น หรือเป็นการตัดแต่งเหงือกส่วนเกินที่ปิดคลุมในตำแหน่งรอยผุ เพื่อให้ทันตแพทย์สามารถกำจัดรอยผุได้สะอาดก่อนการอุดฟัน
  • การผ่าตัดร่นระดับขอบเหงือก และกระดูกหุ้มฟัน (Crown Lengthening) เป็นการผ่าตัดเหงือก และกรอแต่งกระดูก เพื่อเพิ่มความยาวของซี่ฟัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสวยงาม หรือเพิ่มความยาวของซี่ฟันให้เหมาะสมต่อการยึดของครอบฟัน รวมทั้ง การร่นระดับกระดูกและขอบเหงือกในตำแหน่งที่มีรอยผุลุกลามลงใต้เหงือกค่อนข้างมาก เพื่อให้ทันตแพทย์สามารถกำจัดรอยผุได้สะอาดก่อนการอุดฟัน

การจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร จะเลือกทำในกรณีที่มีการสบฟันผิดปกติร่วมกับมีความผิดปกติของกระดูกขากรรไกรมาก เช่น

  • ฟันหน้าบนยื่นมาก

  • คางเล็ก

  • คางยื่น

  • ยิ้มเห็นเหงือกมาก

  • หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นตุ่มเล็กๆ ก้อนนูนๆ ถุงน้ำ หรือรอยฝ้าขาว ควรได้รับการตรวจโดยทันตแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมช่องปาก เพื่อวินิจฉัยรอยโรคตั้งแต่เนิ่นๆ หากรอยโรคบางชนิดไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยตาเปล่า ทันตแพทย์อาจจะพิจารณาส่งตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อให้ได้ผลการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
  • ถุงน้ำและเนื้องอกที่เกิดขึ้นในช่องปาก มีหลากหลายชนิด ทั้งที่เป็นเนื้อร้าย และไม่ใช่เนื้อร้าย หากทันตแพทย์ตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ และวินิจฉัยได้ชัดเจน การรักษาจะไม่ยุ่งยาก บางชนิดสามารถทำการผ่าตัดภายใต้ยาชาเฉพาะที่ และดูแลแผลเหมือนกับการผ่าตัดในช่องปากโดยทั่วไป แต่รอยโรคบางชนิดอาจจำเป็นต้องผ่าตัดภายใต้ยาสลบ หรือให้การรักษาอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย
  • ดังนั้น เมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อในช่องปาก จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ รวมทั้งการพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน ก็จะช่วยคัดกรองความผิดปกติเหล่านี้ และวินิจฉัยในเบื้องต้นได้